ผลกระทบต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่างๆ
1. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา
จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาผลิตสื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่าCAIนั้นทำให้เกิดปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน เช่น
- ครูกับนักเรียนจะคาดความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกั เพราะนักเรียนสามารถที่จะเรียนได้จากโปรแกรมสำเร็จรูป
ทำความสำคัญของโรงเรียนและครูลดน้อยลง
- นักเรียนที่มีฐานะอยากจนไม่สามารถที่จะใช้สื่อประเภทนี้ได้ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างนักเรียน
ที่มีฐานะดีและยากจนทำให้เห็นว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ก็ย่อมที่จะมีโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมดีกว่าด้วย
2. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสิ่งแวดล้อม
- เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์นำเทคโนโลยีทางด้าน IT ไปพัฒนาอย่างผิดวิธีและนำไปใช้ใน
ทางที่ผิด เพราะมุ่งเพียงแต่จะก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั่น
3. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสังคม
- ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานของแรงงานเพราะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์อีก
- การปรับตัวเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของพนักงานที่มีอายุมากหรือมีความรู้น้อยก็จะทำให้พวกเขา
ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ยากต้องมีความรู้จึงจะเข้าใจได้
- สมาชิกในสังคมมากรดำเนินชีวิตที่เป็นแบบต่างอยู่ไม่มีความสัมพันธ์กันภายในสังคมเพราะต่างมีชีวิตที่ต้องรีบเร่งและดิ้นรน
4. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ
- มนุษย์สามารถจับจ่ายมากขึ้น เพราะมีบัตรเครดิตทำให้ไม่ต้องพกเงินสด หากต้องการซื้ออะไรที่ไม่ได้เตรียมการไว้ร่วงหน้า
ก็สามารถซื้อได้ทันที เพียงแต่มีบัตรเครดิตเท่านั้นทำให้อัตราการเป็นนี้สูงขึ้น
- การแข่งขันกันทางธุรกิจสูงมากขึ้นเพราะต่างก็มุ่งหวังผลกำไรซึ่งก็เกิด ผลดีคืออัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้นแต่
ผลกระทบก็เกิดตามมาคือ บางครั้งก็มุ่งแต่แข่งขันกันจนลืมความมีมนุษย์ธรรมหรือความมีน้ำใจไป
5. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต
- เมื่อการดำเนินชีวิตจากเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้เกิด
ความเครียด ความวิตกกังวล ไม่ว่าจะให้หน้าที่การงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวันก็ตาม
- พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะพวกเกมส์คอมพิวเตอร์ทำให้เยาวชนพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบการต่อสู้ การใช้กำลัง เป็นต้น
นักธุรกิจก็ต้องทำงานแข่งกำเวลา ไม่มีเวลาได้พักผ่อนก็ก่อให้เกิดความเครียด สุขภาพจิตก็เสียตามมาด้วย
ตัวอย่างผลกระทบทางด้านบวกที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น
ผลกระทบทางด้านบวก
1.ส่งเสริมความสะดวกสบาย
เทคโนโลยี สารสนเทศสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการทำงานทางด้านข้อมูลหรือ สารสนเทศ ทำให้ผู้ใช้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณืเทคโนโลยีสมัยใหม่จะมุ่งเน้นออกแบบ
และพัฒนาให้มีขนาด เล็ก น้ำหนักเบา ทำให้สามารถพกพาได้สะดวก และส่งเสริมการทำงานในรูปแบบเครือข่ายไร้สาย เช่น การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทางเน็ตบุ๊ก (Netbook)
2.ส่งเสริมคุณภาพชีวิต
เทคโนโลยี สารสนเทศ สร้างความเท่าเทียมและลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ผู้ใช้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลก ตลอดเวลา ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางช่องทางต่างๆ
ของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ เช่น การแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บบอร์ด
3.ส่งเสริมการค้นคว้า วิจัย และทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่
เทคโนโลยี สารสนเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแพร่หลาย อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศหลายชนิดมีการแบ่งเวอร์ชั่น(Version)เป็นหลายรุ่น
เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่เวอร์ชั่น N-Series มีคุณสมบัติเด่นด้านมัลติมีเดีย ส่วนเวอร์ชั่น C-Series มีคุณสมบัติเด่นด้านการสนทนาออนไลน์
4.ส่งเสริมการเรียนรู้
ช่วย ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ เช่น การศึกษาข้อมูลวิชาคณิตศาสตร์ผ่านทางเว็บไซต์ของโรงเรียน การศึกษาวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นจากบล็อกของผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร การศึกษาวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีผ่านทางเว็บไซต์
5.ส่งเสริมการติดต่อสื่อสาร
ทำ ให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน การติดต่อสื่อสารในระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารถูกกว่าในอดีต และสามารถติดต่อสื่อสารด้วยข้อมูลที่มีความหลากหลาย เช่น การส่งคลิปวิดีโอ(Clip Video)
6.ส่งเสริมเศรษฐกิจ
พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce(Electronice Commerce) เป็นการส่งเสริมและจัดระบบการซื้อและขายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์ เน็ต ทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้จากทั่วโลก
ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีสถานที่หรือพนักงานขาย นอกจากนี้ยังมีระบบการส่งสินค้าและชำระค่าสินค้าผ่านระบบธนาคารออนไลน์หรือ E-Banking(Electronic Banking)
เช่น การจำหน่ายสินค้าผ่านอีเบย์ (e-bay)
Commerce) เป็นการส่งเสริมและจัดระบบการซื้อและขายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ผ่านอินเตอร์ เน็ต ทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้จากทั่วโลก
ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีสถานที่หรือพนักงานขาย นอกจากนี้ยังมีระบบการส่งสินค้าและชำระค่าสินค้าผ่านระบบธนาคารออนไลน์หรือ E-Banking(Electronic Banking)
เช่น การจำหน่ายสินค้าผ่านอีเบย์ (e-bay)
7.ส่งเสริมการทำงานในด้านอุตสาหกรรม
โดย มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาจัดการข้อมูลในกระบวนการผลิตแบบอุตสากรรม
ช่วยให้สามารถคำนวณปริมาณวัตถุดิบ ราคาต้นทุนและระยะเวลาในการผลิตได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของหุ่นยนต์และเครื่องจักร เพื่อให้ผลิต
สินค้าได้รวดเร็วและมีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
8.ส่งเสริมความปลอดภัย
โดย มีการใช้ระบบ GPSs (Global Positioning Systems) ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์และระบุตำแหน่งของคน สัตว์ สิ่งของที่เป็นเป้าหมายด้วยสัญญาณดาวเทียม ทำให้สามารถติดตามรถหรือบุคคลที่สูญหายได้
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีชีวภาพช่วยคัดแยกลักษณะเฉพาะของบุคคลเพื่อใช้เป็นรหัสในการเปิดหรือเข้าใช้อุปกรณ์ต่างๆอีกด้วย
เช่น การใช้เครื่องแสกนม่านตาเพื่อเปรียบเทียบลักษณะของม่านตาที่ได้บันทึกไว้ หากพบว่าตรงกันระบบถึงจะปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป
9.ส่งเสริมการบริหารประเทศ
รัฐบาล ไทยได้จัดตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT:Ministry of Information and Communication Technology) เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล พัฒนา ให้ความรู้ ส่งเสริมการลงทุน
ตลอดจนมีนโยบายนำเทคโนโลยีการมาใช้ปรับ ปรุงและพัฒนาระบบการปฏิบัติงานของรัฐบาลซึ่งเรียกว่า E-Government(Eletronic Government) ในด้านกระบวนการ ทำงาน การวางแผน งบประมาณ
การจัดองค์กร และการพัฒนาบุคลากรของรัฐบาล ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลกับประชาชน เช่น การรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล
10.ส่งเสริมความบันเทิง
เป็น บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้ทุกคน ซึ่งจะเห็นได้จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านความบันเทิงในทุกเพศทุกวัย
นอก จากนี้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันยิ่งมีราคาถูก ใช้งานง่าย ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ เช่น การดูภาพยนตร์แอนิเมชัน(Animation) 4 มิติ การฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3
ความนิยมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแพร่หลายทำให้เกิดความเปลี่ยน แปลงและผลกระทบทางด้านลบต่อผู้ใช้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดกฎหมายเพื่อควบคุมและดูแลการกระทำความผิดด้านการ ใช้งานเทคโนโลยีหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ผลกระทบทางด้านลบ
ผลกระทบทางด้านลบจากการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดปัญหาต่างๆได้แก่
1.เพิ่มช่องทางในการก่ออาชญากรรม
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ทุกเวลา จึงทำให้มีผู้นำเทคโนโลยีไปใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวง ปลอมแแปลง และขโมยข้อมูลของผู้อื่นผ่านทางเครือช่ายในรูปแบบต่างๆโดยที่ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมนี้จะเรียกว่า อาชญากรคอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำความผิดนั้นจะเรียกว่า อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime หรือ Cyber Crime)
2.ลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
เทคโนโลยีสารสนเทศส่วนใหญ่เป็นระบบและอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการใช้งานที่ มุ่งเน้นความสะดวกสบาย แม้จะมีการส่งเสริมการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นแต่ผู้ใช้ก็ยังคงไม่ได้พบหรือ สัมผัสกับผู้ใช้อื่นๆโดยตรง ถ้าไม่สามารถแบ่งเวลาในการใช้งานได้เหมาะสมยังทำให้ผู้ใช้ขาดการทำกิจกรรม ร่วมกับผู้อื่น ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ และไม่มีความมั่นใจในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
3.เพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
การทำธุรกิจออนไลน์หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการนำข้อมูลทางด้านการ เงินมาเผยแพร่ผ่านทางระบบเครือข่าย ซึ่งอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้เป็นช่องทางในการขโมยข้อมูลดังกล่าวได้ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังคงส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสำหรับบุคคลทั่วไป ทำให้ผู้ประกอบการมีภาวะความเสี่ยงจากการมีคู่แข่งขันทางการค้าสูงขึ้น
4.มีการเผยแพร่วัฒนธรรมและข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
เนื่องจากภาวะปัจจุบันไม่สามารถควบคุม เพศ วัย หรือจำกัดการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับผู้ใช้ที่มีวุฒิภาวะเหมาะสมได้ ผู้ใช้ที่ขาดวุฒิภาวะจึงไม่สามารถแยกแยะความน่าเชื่อถือของข้อมูล วัฒนธรรมที่ผิด และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น การเลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติ
5.เกิดโรคติดการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
เกิดจากภาวะทางจิตของผู้ใช้ที่ไม่สามารถควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศของตนเองได้ กล่าวคือ เมื่อไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกิดอาการ หงุดหงิด ย้ำคิดย้ำทำ สมาธิสั้น ซึ่งโรคติดการใช้เทคโนโลยีนี้มักพบกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและเกมประเภท ต่างๆ โดยเรียกชื่อโรคตามลักษณะของเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ติด เช่น โรคติดอินเทอร์เน็ต โรคติดเกม
6.เกิดความเจ็บป่วยทางกาย
เป็นอาการของผู้ใช้ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเวลานานเกินไป ขาดการทำกิจกรรมอื่นๆ หรือการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ตัวอย่างอาการเจ็บป่วยที่พบมาก เช่น
6.1 อาการทางเส้นเอ็นและข้อมือ เกิดจากการใช้บริเวณข้อมือและนิ้วมากเกินไป
6.2อาการทางสายตา เกิดจาก จอภาพที่มีคลื่นความถี่และแสง ทำให้มีผลเสียต่อสายตาของผู้ใช้
6.3อาการปวดบ่าและหลัง เกิดการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในท่าที่ไม่ถูกต้องและนั่งท่าเดียวกันเป็นเวลานานๆ
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ
- มนุษย์สามารถจับจ่ายมากขึ้น เพราะมีบัตรเครดิตทำให้ไม่ต้องพกเงินสด หากต้องการซื้ออะไรที่ไม่ได้เตรียมการไว้ร่วงหน้า
ก็สามารถซื้อได้ทันที เพียงแต่มีบัตรเครดิตเท่านั้นทำให้อัตราการเป็นนี้สูงขึ้น
- การแข่งขันกันทางธุรกิจสูงมากขึ้นเพราะต่างก็มุ่งหวังผลกำไรซึ่งก็เกิด ผลดีคืออัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้นแต่
ผลกระทบก็เกิดตามมาคือ บางครั้งก็มุ่งแต่แข่งขันกันจนลืมความมีมนุษย์ธรรมหรือความมีน้ำใจไป
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต
- เมื่อการดำเนินชีวิตจากเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้เกิด
ความเครียด ความวิตกกังวล ไม่ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ย่อมเกิดผลกระทบจากเทคโนโลยีดังกล่าวทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของมนุษย์นั้นมีมากมาย ทั้งในเรื่องของการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและเรื่องอื่นๆ แต่ประเด็นที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องของจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากในโลกของการติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดนอาจทำให้ข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับมีเนื้อหาทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสม บ่อยครั้งที่การส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งอาจทำให้บุคคลที่สามเกิดความเสียหายได้ หรือแม้กระทั่งเนื้อหาของสารสนเทศที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม มิให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันกลไกของรัฐกำลังพยายามเข้าไปจัดการกับปัญหาดังกล่าวแต่ก็มีข้อจำกัดในหลายๆ ประการที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ทั้งหมด ทางออกของการแก้ไขปัญหาดูเสมือนหนึ่งว่าจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นทางจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสร้างสรรค์มากกว่าเพื่อการทำลาย ดังนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องทางจริยธรรมคงจะเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ในระยะยาวว่าจะให้หน้าที่การงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวันก็ตาม
- พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะพวกเกมส์คอมพิวเตอร์ทำให้เยาวชนพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบการต่อสู้ การใช้กำลัง เป็นต้น
นักธุรกิจก็ต้องทำงานแข่งกำเวลา ไม่มีเวลาได้พักผ่อนก็ก่อให้เกิดความเครียด สุขภาพจิตก็เสียตามมาด้วย
ประเด็นสำคัญทางด้านจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่พบบ่อยครั้ง ดังเช่นตัวอย่างนี้
การแพร่ระบาดของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมมีจำนวนมากขึ้น อาทิ เว็บไซต์ลามกอนาจาร เว็บไซต์บริการทางเพศ เว็บไซต์เกี่ยวกับการพนัน เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับยาเสพติดเว็บไซต์ที่ขายของผิดกฎหมายหรือละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบอย่างทั่วถึงเป็นไปได้ยาก
เว็บแคม (webcam) หรือ เว็บแคเมรา (web camera) เป็นกล้องที่ส่งสัญญาณภาพผ่านทางคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยที่แต่ละฝ่ายสามารถเห็นภาพกันและกันขณะพูดคุย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการประชุมออนไลน์ แต่ขณะเดียวกัน เว็บแคมก็เป็นสื่อที่ใช้ในการชมและถ่ายทอดกิจกรรมทางเพศ หรือแสดงลามกทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น
อาชญากรคอมพิวเตอร์ เช่น แฮกเกอร์ (Hacker) บางคนที่พยายามหาวิธีการหรือช่องโหว่ของระบบ เพื่อแอบลักลอบเข้าสู่ระบบ เพื่อล้วงความลับหรือแอบดูข้อมูลข่าวสาร อาทิ ลักลอบใช้ข้อมูลบัตรเครดิต ลบรายชื่อผู้ใช้งานในระบบ และบางครั้งมีการทำลายข้อมูลข่าวสารหรือทำความเสียหายให้กับองค์กร
การแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไปสร้างความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ อาทิ รบกวนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายทำงานช้าลง ติดตั้งโปรแกรมที่เปิดทางให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
1.นักวิเคราะห์ระบบ(System Analyst)
เป็นผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยศึกษาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบ ตลอดจนหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงระบบงานเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สาขาวิชาที่สนับสนุนการประกอบอาชีพนักวิเคราะห์ระบบ ได้แก่ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
นักวิเคราะห์ระบบแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.1 นักวิเคราะห์ระบบที่เป็นบุคลากรภายในองค์การ(Staff employee within the
organization)
1.2นักวิเคราะห์ที่เป็นที่ปรึกษาภายนอก(Outside or external consultant)
นักวิเคราะห์ระบบจะต้องประสานงานกับโปรแกรมเมอร์ เพื่อให้โปรแกรมเมอร์สร้างงานได้ตรงกับที่นักวิเคราะห์ระบบออกแบบไว้มากที่ สุด นักวิเคราะห์ระบบควรมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์(Hardware)
โปรแกรมคำสั่งงาน(Software)
ระบบข้อมูลสารสนเทศ(Information System)
2.ผู้จัดการโครงการ(Project Manager)
เป็นผู้ที่ทำหน้าที่บริหารโครงการให้ดำเนินไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ในขณะที่โครงการดำเนินการอยู่นั้น ผู้จัดการโครงการจะต้องคอยควบคุมให้ระบบงานดำเนินไปอย่างปกติไม่ให้เกิดข้อ ผิดพลาดใดๆ
3.ผู้บริหารฐานข้อมูล(DBA: Database Administrators)
เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและจัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูล ไว้ที่ศูนย์กลางให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการเรียกใช้ข้อมูล
4.ผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศ(IT/IS Manager)
เป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในระบบบริหารขององค์กรเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถจัดวางบุคลากรให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน
5.ผู้จัดการระบบเครือข่าย(System or Network Manager) ผู้บริหารระบบ(System Administrators) หรือผู้บริหารเครือข่าย(Network Administrators)
เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาระบบเครือข่ายให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแก้ปัญหาในกรณีที่ระบบเกิดขัดข้อง
ฝ่ายโปรแกรม
ฝ่ายโปรแกรม(Programing) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่รับระบบงานจากฝ่ายวิเคราะห์และออกแบบระบบจัดทำไว้มา เขียนโปรแกรม เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ออกแบบไว้ บุคลากรที่อยู่ในฝ่ายนี้ ได้แก่ โปรแกรมเมอร์(Programmer) เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาจาวา(JAVA) ภาษาซี(C) ภาษาวิชวลเบสิก(VISUAL BASIC) ภาษาเอสคิลแอล(SQL) และภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆที่สามารถสร้างโปรแกรมและมอดูลการทำงานเพื่อสั่งให้ คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โปรแกรมเมอร์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
โปรแกรมเมอร์ระดับต้น(Junior Programmer)
โปรแกรมเมอร์ระดับอาวุโส(Senior Programmer) ในหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่บางแห่งอาจแบ่งโปรแกรมเมอร์เป็นกลุ่มๆดังนี้
1.โปรแกรมเมอร์ด้านโปรแกรมระบบ(System Programmer)
ทำหน้าที่ดูแล ปรับปรุง และแก้ไขเกี่ยวกับโปรแกรมระบบ รวมไปถึงการจัดการ การดูแล และการตรวจสอบให้โปรแกรมระบบและโปรแกรมประยุกต์สามารถใช้งานร่วมกันได้
2.โปรแกรมเมอร์ด้านโปรแกรมประยุกต์(Application Programmer)
ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมเฉพาะงาน โดยมุ่งเน้นให้โปรแกรมนั้นเหมาะสมและตรงกับความต้องการของหน่วยงานมากที่สุด
